วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
เดิมทีกล้องโลโม่ออกแบบมาเพื่อใช้ในหน่วยงานสายลับของกองทัพรัสเซีย โดย LOMO ย่อมาจาก Leningrad Optical Machinery Organization
ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ผลิตเลนส์เพื่อใช้ในโครงการอวกาศของกิจการกองทัพและผลิตเลนส์ที่ใช้ในกล้องโทรทัศน์ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2526
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงและอุตสาหกรรมของสหภาพโซเวียตในขณะนั้น มีคำสั่งให้หน่วยงาน LOMO ผลิตกล้องเลียนแบบกล้องคอมแพคท์ของญี่ปุ่นขึ้นมาให้เร็วที่สุด ถูกที่สุดและมากที่สุด
เพื่อแจกจ่ายให้พลเมืองรัสเซียทุกคนได้รู้จักการถ่ายรูป โดยมีคำขวัญว่า "คอมมิวนิสต์อันทรงเกียรติทุกคนควรมีกล้อง Lomo Kompakt Automat LC-A เป็นของตัวเอง"
โดยผู้ผลิตกล้อง Lomo Kompakt Automat LC-A คือ Michail Aronowitsch Radionov อดีตสายลับ KGB[1]
ต่อมาเมื่อในปี พ.ศ. 2534 Matthias Fiegl และ Wolfgang Stranzinger หนึ่งในผู้บริหารบริษัท Lomographische AG
เดินทางไปท่องเที่ยวที่เมืองปราก สาธารณรัฐเช็ก แต่ลืมนำกล้องถ่ายรูปไปด้วย จึงไปซื้อและได้รู้จักกับกล้อง Lomo Kompakt Automat โดยบังเอิญ
และหลังจากได้ถ่ายและล้างรูปจากร้านล้างรูปธรรมดาในซุเปอร์มาร์เก็ต[1] ผลออกมา พบว่าภาพถ่ายมีสีสันจัดจ้านดูผิดเพี้ยน แต่มีความสวยงามจนทำให้พวกเขาได้หลงใหลกับภาพที่ปรากฏขึ้น
และในปี 2535 Fiegl และเพื่อนได้จัดตั้งบริษัท Lomographische AG ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
หลังจากนั้นไม่นานกระแสความนิยมในโลโม่กระจายไปทั่วโลก ภายใต้แนวความคิดว่า "Lomography is an analog lifestyle product"
โลโมกราฟีเน้นการถ่ายภาพจากระดับเอว การใช้สีจัดเกิน สิ่งปนเปื้อนบนเลนส์ และจุดตำหนิอย่างจงใจ เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นศิลปะ เป็นนามธรรม
เหล่านี้เป็นสิ่งที่นักถ่ายภาพโลโมกราฟีนิยมชมชอบ. ด้วยขนาดที่เล็ก ทำให้กล้องโลโมเป็นที่นิยมสำหรับการพกพา และใช้บันทึกภาพในชีวิตประจำวัน.
นอกจากนี้ ความสามารถในการถ่ายในที่ ๆ มีแสงน้อยได้ ทำให้มันเป็นที่นิยมสำหรับการภาพทีเผลอ (แคนดิด)
การรายงานด้วยภาพ และภาพเหตุการณ์จริง (photo verit?, คำว่า verit? เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ความจริง)
คติของโลโมกราฟีคือ "ไม่ต้องคิด ถ่ายไปเลย" ("don't think, just shoot")
ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ผลิตเลนส์เพื่อใช้ในโครงการอวกาศของกิจการกองทัพและผลิตเลนส์ที่ใช้ในกล้องโทรทัศน์ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2526
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงและอุตสาหกรรมของสหภาพโซเวียตในขณะนั้น มีคำสั่งให้หน่วยงาน LOMO ผลิตกล้องเลียนแบบกล้องคอมแพคท์ของญี่ปุ่นขึ้นมาให้เร็วที่สุด ถูกที่สุดและมากที่สุด
เพื่อแจกจ่ายให้พลเมืองรัสเซียทุกคนได้รู้จักการถ่ายรูป โดยมีคำขวัญว่า "คอมมิวนิสต์อันทรงเกียรติทุกคนควรมีกล้อง Lomo Kompakt Automat LC-A เป็นของตัวเอง"
โดยผู้ผลิตกล้อง Lomo Kompakt Automat LC-A คือ Michail Aronowitsch Radionov อดีตสายลับ KGB[1]
ต่อมาเมื่อในปี พ.ศ. 2534 Matthias Fiegl และ Wolfgang Stranzinger หนึ่งในผู้บริหารบริษัท Lomographische AG
เดินทางไปท่องเที่ยวที่เมืองปราก สาธารณรัฐเช็ก แต่ลืมนำกล้องถ่ายรูปไปด้วย จึงไปซื้อและได้รู้จักกับกล้อง Lomo Kompakt Automat โดยบังเอิญ
และหลังจากได้ถ่ายและล้างรูปจากร้านล้างรูปธรรมดาในซุเปอร์มาร์เก็ต[1] ผลออกมา พบว่าภาพถ่ายมีสีสันจัดจ้านดูผิดเพี้ยน แต่มีความสวยงามจนทำให้พวกเขาได้หลงใหลกับภาพที่ปรากฏขึ้น
และในปี 2535 Fiegl และเพื่อนได้จัดตั้งบริษัท Lomographische AG ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
หลังจากนั้นไม่นานกระแสความนิยมในโลโม่กระจายไปทั่วโลก ภายใต้แนวความคิดว่า "Lomography is an analog lifestyle product"
โลโมกราฟีเน้นการถ่ายภาพจากระดับเอว การใช้สีจัดเกิน สิ่งปนเปื้อนบนเลนส์ และจุดตำหนิอย่างจงใจ เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นศิลปะ เป็นนามธรรม
เหล่านี้เป็นสิ่งที่นักถ่ายภาพโลโมกราฟีนิยมชมชอบ. ด้วยขนาดที่เล็ก ทำให้กล้องโลโมเป็นที่นิยมสำหรับการพกพา และใช้บันทึกภาพในชีวิตประจำวัน.
นอกจากนี้ ความสามารถในการถ่ายในที่ ๆ มีแสงน้อยได้ ทำให้มันเป็นที่นิยมสำหรับการภาพทีเผลอ (แคนดิด)
การรายงานด้วยภาพ และภาพเหตุการณ์จริง (photo verit?, คำว่า verit? เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ความจริง)
คติของโลโมกราฟีคือ "ไม่ต้องคิด ถ่ายไปเลย" ("don't think, just shoot")
โลโม้พาเพลิน
lomo กล้องตัวแสบ ที่กำลังแพร่หลายเป็น ของเล่นในหมู่วัยรุ่น ตอนนี้ เนี่ยเรียกว่ากล้องโลโม่ (lomo)
จิงจิงแล้วเจ้ากล้อง ตัวนี้เนี่ย มานเป็นกล้อง สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 (โอ๊ว อะไรกะเก่าขนาดนั้น)เป็นกล้องรัสเซียใช้เป็นกล้องสายลับ "spy" (โอ๊วพระเจ้าจ๊อท) เป็นกล้องฟิลม์ ตัวเล้กๆที่เขา ใช้แจกฟรี ให้กับหมู่คอมมิวนิส (ประทานโทษโรงงานทำกล้องตัวเนี้ยเนี่ยเป็นโรงงานเดียวกันกับที่ทำอาวุธสงครามไม่ใช่อุจาระๆนะครับประทานโทษ) ใช้ถ่าย เก็บเหตุการสำมะคัญๆตัวกล้องเล้กนิดเดียวเลย แอบถ่ายง่าย (มันจึงถ่ายภาพอริยาบทที่เป็นธรรมชาติของคนได้ดี) และแล้ว รัสเซียก็แพ้ สงครามเย็น(อ่อนอะดิ)กล้องก็เลยเก็บเข้ากรุ ไปตามระเบียบ จน ชาว เวียน นา (ไม่ใช่เวียดนามนะครับ) เป็นคนฝรั่งเศษเนี่ย ไปเจ๊อะ เข้า เลยซื้อมา ถ่ายรูปเล่นแบบว่าไม่คิดอะไรถ่ายอะไรแปลก อี ตา 2คนนี้เนี่ยเดินทางรอบโลก ใช้กล้องlomoเนี่ยถ่ายไปเรื่อยเปื่อย โดยบัญญัติคำว่า "dont think just shoot " (ถ่ายไม่ต้องคิดและไม่ต้องเล็ง)จนฟลุ๊ค ดังขึ้นมา เป็นต้องงัดกล้องจาโกดังออกมาขายเป็นกล้อง ถ่ายเพื่อความสนุกซะงั้น (ซวยราคาตกเลย) นั่นแหละที่มาของเจ้ากล้อง Lomo ประวัติ ยาวนานมากแต่ วัยรุ่นเพิ่งมาฮิท เพราะภาพเวลาไปล้างแล้วสแกนลงแผ่น ซีดี ภาพจะออกมาแปลกๆ สีเพี้ยนๆ ได้ลุ้น อีกตั้งหากว่าจะถ่ายติดมั๊ย 5555
กล้อง lomo ของวัยรุ่นเนี่ย เปรียบได้กับ วลอค์แมนแก้เซง เวลาเดิน ทางนั่นแหละ นะ แต่นั่นมันใช้ฟัง แต่นี้มันใช้เก็บความทรงจำบางส่วน อัน บ้าๆบอๆของเจ้าของกล้อง
พอเจ้ากล้อง lomo ดังเข้า ก็เกิดการผลิตใหม่ เป็นกล้องตัวอื่น ในตระกูล lomo ขึ้นมามีหลายรุ่น ที่หน้าตาแปลกๆถ่ายออกมาแล้วแปลกๆ กล้องก็ป๊อกแปกเป้นพลาสติก แล้วเจ้ากล้องพวกนี้เนี่ย เวลาเรา ตั้งใจจะถ่ายอะไรซักอย่าง แบบว่าวัดแสง วังองค์ประกอบแห่งความงดงาม(มั๊ง) มันจะถ่ายไม่ติดขึ้นมาซะงั้น(เจ้าบ้าเอ๊ย)แต่เมื่อไหร่เรา ถ่ายมันโดยไม่ตั้งใจ ไม่มองผ่านช่องมอง กลับ ได้ภาพออกมาสวย สมใจซะงั้น5555 ราคาเจ้ากล้องLomo เนี่ย ราถู๊กถูกอย่าน่าใจหาย(เปรียบเทียบกับดิจิตอลนะ) ราคาก็แค่ 300ขึ้นไป ราคาก็แล้วแต่รุ่นด้วย มีหลายประเภท ราคาก็สุงไปจนถึง ราคา 12000 เลยทีเดียว(แพงไปมั๊ง)
จิงจิงแล้วเจ้ากล้อง ตัวนี้เนี่ย มานเป็นกล้อง สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 (โอ๊ว อะไรกะเก่าขนาดนั้น)เป็นกล้องรัสเซียใช้เป็นกล้องสายลับ "spy" (โอ๊วพระเจ้าจ๊อท) เป็นกล้องฟิลม์ ตัวเล้กๆที่เขา ใช้แจกฟรี ให้กับหมู่คอมมิวนิส (ประทานโทษโรงงานทำกล้องตัวเนี้ยเนี่ยเป็นโรงงานเดียวกันกับที่ทำอาวุธสงครามไม่ใช่อุจาระๆนะครับประทานโทษ) ใช้ถ่าย เก็บเหตุการสำมะคัญๆตัวกล้องเล้กนิดเดียวเลย แอบถ่ายง่าย (มันจึงถ่ายภาพอริยาบทที่เป็นธรรมชาติของคนได้ดี) และแล้ว รัสเซียก็แพ้ สงครามเย็น(อ่อนอะดิ)กล้องก็เลยเก็บเข้ากรุ ไปตามระเบียบ จน ชาว เวียน นา (ไม่ใช่เวียดนามนะครับ) เป็นคนฝรั่งเศษเนี่ย ไปเจ๊อะ เข้า เลยซื้อมา ถ่ายรูปเล่นแบบว่าไม่คิดอะไรถ่ายอะไรแปลก อี ตา 2คนนี้เนี่ยเดินทางรอบโลก ใช้กล้องlomoเนี่ยถ่ายไปเรื่อยเปื่อย โดยบัญญัติคำว่า "dont think just shoot " (ถ่ายไม่ต้องคิดและไม่ต้องเล็ง)จนฟลุ๊ค ดังขึ้นมา เป็นต้องงัดกล้องจาโกดังออกมาขายเป็นกล้อง ถ่ายเพื่อความสนุกซะงั้น (ซวยราคาตกเลย) นั่นแหละที่มาของเจ้ากล้อง Lomo ประวัติ ยาวนานมากแต่ วัยรุ่นเพิ่งมาฮิท เพราะภาพเวลาไปล้างแล้วสแกนลงแผ่น ซีดี ภาพจะออกมาแปลกๆ สีเพี้ยนๆ ได้ลุ้น อีกตั้งหากว่าจะถ่ายติดมั๊ย 5555
กล้อง lomo ของวัยรุ่นเนี่ย เปรียบได้กับ วลอค์แมนแก้เซง เวลาเดิน ทางนั่นแหละ นะ แต่นั่นมันใช้ฟัง แต่นี้มันใช้เก็บความทรงจำบางส่วน อัน บ้าๆบอๆของเจ้าของกล้อง
พอเจ้ากล้อง lomo ดังเข้า ก็เกิดการผลิตใหม่ เป็นกล้องตัวอื่น ในตระกูล lomo ขึ้นมามีหลายรุ่น ที่หน้าตาแปลกๆถ่ายออกมาแล้วแปลกๆ กล้องก็ป๊อกแปกเป้นพลาสติก แล้วเจ้ากล้องพวกนี้เนี่ย เวลาเรา ตั้งใจจะถ่ายอะไรซักอย่าง แบบว่าวัดแสง วังองค์ประกอบแห่งความงดงาม(มั๊ง) มันจะถ่ายไม่ติดขึ้นมาซะงั้น(เจ้าบ้าเอ๊ย)แต่เมื่อไหร่เรา ถ่ายมันโดยไม่ตั้งใจ ไม่มองผ่านช่องมอง กลับ ได้ภาพออกมาสวย สมใจซะงั้น5555 ราคาเจ้ากล้องLomo เนี่ย ราถู๊กถูกอย่าน่าใจหาย(เปรียบเทียบกับดิจิตอลนะ) ราคาก็แค่ 300ขึ้นไป ราคาก็แล้วแต่รุ่นด้วย มีหลายประเภท ราคาก็สุงไปจนถึง ราคา 12000 เลยทีเดียว(แพงไปมั๊ง)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




